blogs

วิทยาศาสตร์เปิดเผยผลวิจัยใหม่สุด ความลับของสติปัญญา

 

วิทยาศาสตร์เฉลยให้รู้ว่า ความฉลาดหรือโง่ ไม่ได้อยู่ที่สมองส่วนใดจำเพาะเจาะจง และก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังและความเร็ว ของการต่อเชื่อมทั่วทั้งสมอง หรือลักษณะอย่างอื่น เช่น ขนาดของมันสมองทั้งหมด

จากการวิจัยครั้ง ล่าสุด มันส่อว่ามันอยู่ที่การเชื่อมต่อระหว่างบริเวณเฉพาะมากของสมอง ซึ่งกำหนดสติปัญญาและหากขยายให้กว้างออกไป ก็อาจรวมถึงความสำเร็จเท่าใดในชีวิตของผู้นั้นด้วย

วารสารทางวิชาการ ของสมาคมวิทยาศาสตร์ แห่งชาติอเมริกัน  รายงานว่า  อาจารย์แจนกลาสเชอร์หัวหน้าคณะผู้เขียนรายงานสรุปว่า "สติปัญญาโดยทั่วไป ขึ้นอย่างแท้จริงอยู่กับข่ายเฉพาะในสมอง และมันคือการเชื่อมต่อระหว่างวัตถุสีเทาหรือองค์รวมของเซลล์และสารสีขาว หรือใยเชื่อมต่อระหว่างหน่วยประสาท" และเสริมว่า "สติปัญญาโดยทั่วไป ขึ้นอยู่กับการต่อเชื่อมระหว่างส่วนของสมองด้านหน้า กับข้างกระหม่อม"

นัก วิทยาศาสตร์ชั้นนำ นายคีธ ยัง รองประธานวิจัยทางจิตเวชศาสตร์และวิทยาศาสตร์พฤติกรรมของศูนย์วิทยาลัยแพทย์ ได้อธิบายเสริมว่า "คนสังเกตพบโดยทั่วไปนานแล้วว่า ผู้ที่ทำทดสอบเก่งอะไรสักอย่างหนึ่ง มักจะเก่งอย่างอื่นด้วย ถ้าใครเก่งเลข ก็มักจะเก่งภาษาอังกฤษด้วย ทำให้นักวิจัยคิดขึ้นมาได้ว่า มันเป็นเครื่องแสดงถึงสติปัญญาโดยกว้างๆ ได้อย่างหนึ่ง"

 

Credit  ไทยรัฐ

 

3 กูรูไขเทคนิคดึง"วิทย์ - คณิตศาสตร์"สอนเด็กอย่างได้ผล

 

3 กูรูไขเทคนิคดึง "วิทย์-คณิต" สอนเด็กอย่างได้ผล
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มีนาคม 2554 17:08 น.

ในศตวรรษที่ 21 โลกมีความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการเชื่อมโยงอย่างมีเหตุผลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับเด็ก เพราะเป็นตัวต่อยอดองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ทั้งการแก้ปัญหา ตัดสินใจ รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ หากเด็กขาดทักษะเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มาได้

โดยทักษะข้างต้นนั้น วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ถือเป็นตัวสร้างพื้นฐานที่ดี หากนำมาใช้กับเด็กอย่างเหมาะสม แต่ทุกวันนี้กลับสวนทางกัน อ.ธิดา พิทักษ์สินสุข กรรมการ สมาคมอนุบาลแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สะท้อนให้ฟังว่า ส่วนใหญ่แล้วคุณครู และพ่อแม่ยุคใหม่จะให้น้ำหนักไปที่เนื้อหาเพื่อการสอบแข่งขันมากกว่าการ เรียนรู้ที่จะสอนเด็กให้คิดวางแผนและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

"เรื่องใดก็ตามที่คนให้ความสำคัญ มันย่อมมีทั้งบวกและลบ ถ้าใช้ในทางบวก เด็กย่อมเรียนรู้อย่างถูกทางและพัฒนาไปได้ดี แต่ถ้าไม่ถูกทางก็เท่ากับเอาเด็กมาแข่งขันกัน พอเกิดการแข่งขันมาก ๆ เข้า เนื้อหาจึงกลายเป็นเรื่องหลักจนถูกมองแค่เพียงว่า วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ควรเรียนแค่ไหน ถึงจะสอบเข้า ป.1ได้" อ.ธิดาให้ทัศนะในงานวิชาการหัวข้อวิทย์-คณิตปฐมวัยสำคัญอย่างไรต่ออนาคตของ ชาติ จัดโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

เมื่อเป็นเช่นนี้ อ.ธิดา สะท้อนต่อไปว่า นอกจากเด็กจะเบื่อ และไม่สนุกกับการเรียนแล้ว เด็กยังจะขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการเชื่อมโยงแบบมีเหตุมีผล เช่น รู้ว่าคำตอบคืออะไร แต่ไม่รู้จักกระบวนการคิด หรือที่มาของคำตอบ ในจุดนี้เองอาจทำให้เด็กไหลไปตามกระแสของสังคมได้ง่าย

ดังนั้น การสอนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ในเด็กอนุบาล หรือเด็กปฐมวัย อ.ธิดา บอกว่า เด็กทุกคนพร้อมที่จะเป็นนักสังเกตที่ดี นักสำรวจตัวยง นักค้นคว้า ตลอดจนนักคิด และนักถาม ผู้ใหญ่ไม่ควรใส่เนื้อหาให้มากเกินไป และไม่ควรสกัดกั้นการเรียนรู้ของเด็กโดยมีเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น "อย่านะ อย่าเล่นนะ เดี๋ยวเลอะเทอะ" เพราะจะทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ ถูกปิดกั้น ขาดการต่อยอดทักษะการคิดวิเคราะห์ และการเชื่อมโยงแบบมีเหตุและผล

"พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกสังเกต และตั้งคำถาม เช่น ลูกเห็นอะไรลูก ลูกคิดว่าอย่างไร แล้วลูกอยากจะทำอะไรล่ะจ๊ะ อย่างลูกเห็นว่าวลอยได้ เด็กบางคนอยากจะทำว่าวขึ้นมา เราในฐานะพ่อแม่ควรสนับสนุน ด้วยการบอกไปว่า เอาสิลูก อยากให้พ่อแม่ช่วยอะไรบอกได้เลยนะ เรามาลองทำกันดูไหม ทีนี้ก็เริ่มให้ลูกคิดหาอุปกรณ์ ลงมือทำ และทดลองไปพร้อม ๆ กัน ตรงนี้จะช่วยให้ลูกตื่นเต้นกับการค้นพบและอยากสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองต่อไป" อ.ธิดาให้แนวทาง

ด้าน รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มองในประเด็นเดียวกันนี้ว่า การสอนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ในเด็กปฐมวัยนั้น ครู และพ่อแม่ต้องใช้หลัก TLC กับเด็กโดย T (Tender) คือความอ่อนโยน L (Love) คือความรัก และ C (Care) คือ ความห่วงใย ซึ่งทั้ง 3 ตัวนี้หากใช้สอนเด็กอนุบาล หรือเด็กปฐมวัย พวกเขาจะมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ และไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

"เด็กจะเรียนรู้วิทย์-คณิตได้ดี เราในฐานะครู และพ่อแม่ ต้องค่อย ๆ สอน เหมือนใส่เกลือลงไปทีละนิดทีละหน่อย โดยสอนได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ ใกล้ตัว เช่น นิทาน อย่างเรื่องกระต่ายกับเต่า สามารถนำวิทยาศาสตร์มาตั้งคำถามกับเด็กได้ อาทิ ความเร็วในการแข่งขัน หรือทำไมกระต่ายวิ่งเร็วกว่าเต่า เป็นต้น" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการยกตัวอย่าง

ขณะที่ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผอ.สถาบัน วิจัย และพัฒนาการเรียนรู้ จิตแพทย์ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสมองกับการเรียนรู้ของเด็กว่า การให้เด็กท่องจำ หรือเน้นใส่เนื้อหามากจนเกินไปจะเป็นตัวลดทอนประสิทธิภาพการเรียนรู้ของเด็ก ให้ต่ำลง ทางที่ดี ครู และพ่อแม่ควรให้เด็กลงมือทำจริงจากกิจกรรมสนุก ๆ ตลอดจนใช้สื่อภาพที่มีสีสัน สดใส เพราะการเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นการเล่นที่สนุก ท้าทายจะทำให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

ท้ายนี้ ผอ.สถาบันวิจัย และพัฒนาการเรียนรู้ เน้นย้ำถึงครู และพ่อแม่ทุกท่านว่า การดึงวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์มาใช้สอนเด็กอย่างได้ผล หลักสำคัญที่สุดคือ ต้องแปลจากความรู้ที่อยู่ในกระดาษ (หนังสือ) ไปสู่ชีวิตจริงผ่านการปฏิสัมพันธ์ และการเล่นกับเด็ก ซึ่งหมายความว่า ทุก ๆ กิจกรรมควรเป็นการเล่นที่ไม่ใช่การสอน เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้ในบรรยากาศที่สนุกสนานมากกว่าบรรยากาศจริงจังที่เคร่งเครียด หรือถูกควบคุมมากจนเกินไป

ดังนั้น คงไม่มีพลังวิเศษใด ๆ ที่จะขับเคลื่อนให้ทุกการเรียนรู้ของเด็กมีประสิทธิภาพได้ดีเท่ากับ ความสุขในการเรียนรู้ อิสระในการคิด และการไม่ถูกกดดัน หรือว่าไม่จริงครับ

 

ประกาศการเปิดใช้งาน SciED Blog และคู่มือการเขียนบล็อก

สวัสดีเพื่อนๆ ชาว SciEd UBU ทุกคน ตอนนี้เรามีบล็อกสำหรับแลกเปลี่ยนข่าวสารกันแล้วนะ ยังไงก็ช่วยเข้ามาอัพเดทข้อมูลให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้ทราบบ้างนะ ใครมีข่าวประชาสัมพันธ์ก็เชิญได้ตามสบายครับ

เราสามารถแก้ไข profile ส่วนตัวได้ โดย login เข้าไปแล้วเลือก your profile layout แล้วแก้ไขรายละเอียดหรือใสรูปตามชอบนะครับ

ที่สำคัญ ตอนนี้ระบบ activation ทาง email ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าใครสมัครแล้วก็ช่วยเมล์บอกมาที่ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it ด้วยนะครับ ผมจะได้เปิดให้ใช้งานได้ต่อไปครับ

ดาวน์โหลด คู่มือการเขียนบล็อกใน IDoBlog

Last Updated on Friday, 18 September 2009 11:15
 

มือชา ปัญหาที่พบได้ในคนทำงานออฟฟิศ

 มือชาเท้าชา เป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่ง ที่มักเกิดกับคนในวัยทำงาน หรือผู้ที่ต้องนั่งทำงานประจำออฟฟิศ ทำงานนั่งโต๊ะใช้คอมพิวเตอร์นานๆ นพ.กวี ภัทราดูลย์ ศัลยแพทย์ทางมือและจุลศัลยกรรม โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า “คนที่ต้องนั่งทำงานอยู่ท่าเดิมนานๆ ก็อาจมีโอกาสเกิดอาการมือเท้าชาได้มากกว่าปกติบ้าง จากการที่เส้นประสาทโดนกดทับ ที่พบบ่อยคือ บริเวณข้อมือ จากการที่ข้อมืออยู่ในท่าแอ่น หรือ งอนานๆ เช่น การใช้เมาส์ หรือ พิมพ์งาน เป็นต้น

           อาการมือเท้าชาในคนทำงานเกิดจากการที่เส้นประสาทที่พาดผ่านบริเวณข้อมือถูกกดทับ ซึ่งเส้นประสาทนี้จะผ่านจากแขนไปยังข้อมือเพื่อไปรับความรู้สึกที่บริเวณมือ โดยทอดผ่านบริเวณข้อมือและลอดผ่านเอ็นที่ยึดบริเวณข้อมือ อาจมีสาเหตุบางประการที่ทำให้เส้นประสาทนี้ถูกกดทับได้ จึงทำให้มือชา ร่วมกับมีอาการปวดชาร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขนได้ และบางคนพบว่ามือข้างที่เป็นอ่อนแรงหยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ถ้าทิ้งไว้จะพบว่า กล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออาจจะแฟบลงเมื่อเทียบกับมืออีกข้างหนึ่ง พบในเพศหญิงมากกว่าชาย ระหว่างวัย 30-60 ปี

ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอาการมือเท้าชาได้

-    การกระแทกที่บริเวณข้อมืออยู่เป็นประจำ เช่น ใช้เครื่องตัดหญ้า เครื่องเจาะสกรู กำไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ
-    กระดูกข้อมือหัก หรือการหลุดเคลื่อนของข้อ
-    โรคไขข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เก๊าต์
-    คนที่เป็นเบาหวาน กลุ่มไทรอยด์บกพร่อง
-    ภาวะบวมน้ำจากโรคไต และตับ
-    ภาวะตั้งครรภ์
-    คนที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนจากการหมดประจำเดือน

ความอ้วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการมือชาหรือไม่

เดิมเชื่อว่าความอ้วนน่าจะเป็นเหตุปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคด้วย แต่ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานยืนยันชัดเจน จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีความสัมพันธ์กัน

อาการมือเท้าช้าที่อาจสังเกตได้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ซึ่งควรมาพบแพทย์ คือ อาการเริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการชานิ้วมือ ซึ่งมักจะเป็นที่นิ้วกลางและนิ้วนาง รวมทั้งนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือชาได้ เริ่มแรกอาการมักจะชาตอนกลางคืน สะบัดข้อมืออาการจะดีขึ้น หรือชาตอนทำงาน ต่อมาอาการชาจะเป็นมากขึ้นและบ่อยขึ้น จนกระทั่งชาเกือบตลอดเวลา มักจะมีอาการปวดตื้อๆ ร่วมด้วยที่มือและแขน ร่วมกับอาการชานอกจากนี้ ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีแรง มีของหลุดจากมือโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเป็นนานๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการอุ้งมือด้านข้างลีบได้

*****************************

Last Updated on Tuesday, 30 March 2010 10:52
 

[PPT] วิชา 11031113:=ชีววิทยา 2 ตอน เนื้อเยื่อสัตว์

ดาวน์โหลดที่นี่
(เอกสารมีนามสกุลเป็น pdf ต้องใช้ Adobe Acrobat Reader ในการเปิดอ่าน)

โดย อาจารย์ ดร.สุภาพร พรไตร
Last Updated on Wednesday, 02 December 2009 20:26
 
  • «
  •  Start 
  •  Prev 
  •  1 
  •  2 
  •  Next 
  •  End 
  • »


Page 1 of 2